 นึกถึงเรื่องขบขันของตนเอง เพราะจะได้หัวเราะให้ตนเอง มีชีวิตแต่ละวันด้วยอารมณ์อันรื่นเริง
-----------------------------------------
เผชิญกับทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยศิลปะแห่งการหัวเราะ พิจารณาคำแนะนำเล็กน้อยของวิล โรเจอร์ ผู้ซึ่งกล่าวไว้ว่า "ฉันไม่เคยพบคนที่ฉันไม่ชอบเลย"
รู้จักการหัวเราะอย่างเบิกบานของเด็กเล็กๆ โดยการใส่ใจกับชีวิตและการละเล่นของพวกเขา เพื่อที่เราจะสามารถสัมผัสกับความคิด ความรู้สึก และความฝันของเขาได้อย่างถูกต้อง
พยายามสร้างความร่าเริงให้กับงานที่หนัก โยนงานนั้นเล่นไปมาและสัมผัสมันด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง
ฝึกตนตามคำแนะนำของจิตแพทย์ที่ว่า อย่าตึงเครียดกับตนเองหรือคาดหวังตนเองมากเกินไป ใช้เสียงหัวเราะเพื่อรักษาตนเองให้ผ่อนคลายและสบายใจ
เอเมอร์สันบอกว่า "การรับรู้ความขบขันและความตลกนั้นเป็นสายใยแห่งความเข้าใจกับผู้อื่น มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ของจิตใจ เราต้องเรียนรู้ชีวิตจากเสียงหัวเราะ พอๆกับเรียนรู้จากหยาดน้ำตาและความกลัว"
นึกถึงสุภาษิตที่ว่า "สนุกกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก่อนที่จะเพลิดเพลินกับนักปราชญ์และเรื่องที่ยาก"
ใช้อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะเพื่อสร้างความเป็นกันเอง ลดความรู้สึกแปลกหน้า ลดความรู้สึกเป็นทางการ
ใช้เสียงหัวเราะอันเบิกบานลดความตึงเครียดสำหรับวันที่แสนหนัก การหัวเราะจะลดอารมณ์เครียดและผ่อนคลายสมอง
ใช้เสียงหัวเราะเป็นคลื่นของความรื่นรมย์ใจ เพื่อให้ความร่าเริงกระจ่างขึ้นในห้องอันทึบหนัก รักษาตนเองจากความเศร้าและความหนักใจ โดยนึกถึงเฮนรี่ วอร์ค บีชเชอร์ ซึ่งบอกว่า
"บุคคลที่ปราศจากความร่าเริงและเสียงหัวเราะ ก็เปรียบเสมือนเกวียนที่ปราศจากส่วนที่กันกระเทือน เขาจะกระเทือนทุกครั้งจากก้อนกรวดบนถนน"
นึกถึงเรื่องขบขันของตนเอง เพราะจะได้หัวเราะให้ตนเอง เราควรหัวเราะให้กับตนเอง มิใช่หัวเราะเรื่องของผู้อื่น
นึกถึงด้านที่เบิกบานของงานหนัก การไม่เอาอารมณ์ส่วนตัวเข้าผูกพันกับงานคือ เคล็ดลับสำหรับเสียงหัวเราะและทัศนะอันถูกใจ
สำคัญที่สุด ต้องเรียนรู้ที่จะหัวเราะให้กับตนเอง มีชีวิตแต่ละวันด้วยอารมณ์อันรื่นเริง
เสียงหัวเราะเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตอันยืนยาวและเป็นสุข เพราะบุคคลผู้รู้จักหัวเราะจะมีชีวิตยืนยาว
------------------------------------- จาก แห่งความสดใสของชีวิต วิลเฟรด เอ ปีเตอร์สัน เขียน โสรีช์ โพธิแก้ว แปล |